มาตรฐาน Intel HEX file format

Intel HEX file format (*.hex) เป็นไฟล์รหัส ASCII ที่สามารถใช้โปรแกรม editor เรียกขึ้นมาอ่านและเขียนได้ เป็นรูปแบบของไฟล์ที่มักใช้ในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และมักเป็น output file ของโปรแกรม compiler เพื่อนำไปเขียนลง EPROM หรือ Microcontroller ต่างๆ โดยผ่าน RS-232 รูปแบบของ Intel HEX file ประกอบด้วย record 2 ชนิด คือ Data record และ End of file record ในแต่ละ record จะเริ่มต้นด้วยรหัสนำ 9 ตัวอักษรและตามด้วยข้อมูล (ถ้ามี) และปิดด้วยค่า checksum ขนาด 2 ตัวอักษร ดังตัวอย่างรูปแบบดังต่อไปนี้
Why do companies need HR?

ครั้งหนึ่งที่เคยร่วมงานเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่ง เรื่องที่จะเล่าอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรงกับหัวเรื่องเท่าไหร่แต่เดี๋ยวจะผยายามดึงให้มันมาเกี่ยวกันละกัน 5+ มีอยู่วันหนึ่งมีนัดพาเจ้านายไปดูเครื่องจักรที่ต้องการซื้อยังโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนของพวกรถแบคโฮ รถไถ ฯลฯ เผอิญว่าโรงงานนี้เขาใช้เครื่องจักรตัวเดียวกับที่เจ้านายผมสนใจต้องการซื้ออยู่ เซลล์ของเครื่องจักรเขาเลยพาเข้าไปขอดูที่โรงงานแห่งนี้ ก็เดินดูการทำงานของเครื่องและโน่นนี่นั่นในโรงงานไปสักพัก เจ้านายก็ดูพวกชิ้นงานที่โรงงานนี้เขาผลิตไปด้วย มีชิ้นงานอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเป็นกระบวยตักดินของรถขุด (คงนึกภาพออกนะครับ) มันมีการทำวงกลมด้วยปากกาสี (น่าจะเป็นชนิดที่ลบได้) เจ้านายผมถามเจ้าหน้าที่ของโรงงานที่พาเดินชมว่าวงสีไว้ทำไม เจ้าหน้าที่ตอบว่าเนื่องจากมันเป็นชิ้นงานที่มีตำหนิเกี่ยวกับการทำสีที่ไม่เรียบร้อยและไม่ผ่าน QC คือฟังแล้วก็งงๆ ว่ามันไม่เรียบร้อยตรงไหน เพราะด้วยสายตาที่มองผ่านๆ ของผมนั้นแทบจะไม่เห็นข้อบกพร่องอะไรเลย จนต้องก้มตัวลงมองเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่ามันมีเหมือนตุ่มสีเล็กๆ (ขอย้ำว่าเล็กๆ นิดเดียว) บนผิวของชิ้นงาน ซึ่งแค่นั้นเขาก็ไม่ให้ผ่านและทำตำหนิไว้เพื่อรอการแก้ไข ตอนที่พวกเขากำลังดูและพูดคุยเกี่ยวกับชิ้นงานที่มีตำหนินั้นกันอยู่ผมไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นด้วยหรอก (เดินดูตรงที่อื่นๆ อยู่) เจ้านายตะโกนเรียกผมเข้าไปหา แล้วชี้สิ่งที่เกิดขึ้นให้ดูและบอกผมประมาณว่า “อีกหน่อยเมื่อเราเปิดโรงงานของเรา จะต้องควบคุมคุณภาพให้ได้ระดับเดียวกับที่เขาทำ” ผมฟังแล้วก็คิดในใจว่ามันต้องขนาดนี้เลยเหรอ นี่มันแค่กระบวยตักดิน อะไรจะต้องถึงขนาดนี้ คือหากเป็นพวกสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านที่หรูหราก็ว่าไปอย่าง ก็ได้แต่ยิ้มๆ แล้วก็ครับๆ ผ่านๆไป จนมาวันนึงที่โรงงานเริ่มเปิดดำเนินการ สิ่งที่ผมเห็นความใสใจในรายละเอียดของผู้บริหารบางอย่างก็คือ เช่น จากตัวอย่างที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมีความใส่ใจในรายละเอียด และฟังเสียงของพนักงานทุกระดับ แต่น่าเสียดายหลังจากนั้นไม่นานแกได้เสียชีวิตไป และเปลี่ยนผู้บริหารท่านอื่นมาบริหารแทน แต่สิ่งที่ผู้บริหารเดิมได้เคยทำไว้ก็ได้หายจากไปไม่มีอีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารที่มาใหม่ไม่ได้ใส่ใจพนักงานนะครับ เพียงแต่ว่าวิธีการอาจจะแตกต่างสไตล์กันไป สิ่งที่น่าเสียดายอีกอย่างหนึ่งของบริษัทนั้นคือ บริษัทไม่มีหัวหน้าฝ่ายบุคคล จะมีก็แต่พนักงานระดับปฎิบัติการธรรมดาที่จัดเก็บบันทึกข้อมูลขาดลามาสายและงาน Routine […]
เขียนโปรแกรมอ่านค่า Keyboard ด้วย MCS-51
สมัยทำงานอยู่โรงงานอิเล็กโทรนิกส์แห่งหนึ่ง(เมื่อชาติที่แล้ว5+) หน้าที่หลักๆ คือควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่รับวัตถุดิบเข้าโรงงานยันส่งออก งานหลักๆ ส่วนหนึ่งที่รับผิดชอบก็คือการแก้ปัญหาของเสียของผลิตภันณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต (พูดให้ชัดก็คือเป็นช่างซ่อมแผงวงจรว่างั้นเถอะ5+) สาเหตุของของเสียที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปแจกแจงกระทบเข้ากับตัวเลขสรุปของไลน์การผลิตแล้วนำเสนอเป็นรายงานต่อไป ในแต่ละกระบวนการผลิตจะมีการเก็บข้อมูล เช่นจำนวนที่ผลิตได้ในแต่ละชั่วโมง จำนวนของดีและของเสียที่เกิดขึ้น ข้อมูลทั้งหลายจะถูกบันทึกลงในใบบันทึกหรือที่มักเรียกกันว่าใบเช็คชีต (Check sheet) หลังจากนั้นข้อมูลเหล่านี้ก็จะมีหัวหน้างานในแต่ละส่วนนำไปสรุปผลเพื่อทำรายงานและนำไปนำเสนอในการประชุมผลผลิตประจำสัปดาห์ต่อไป ในส่วนความรับผิดชอบของผมคือการนำข้อมูลของเสียต่างๆ มาวิเคราะห์หาสาเหตุว่าของเสียเหล่านั้นเกิดจากกระบวนการผลิต หรือว่าเกิดจากวัตถุดิบที่ไม่ได้คุณภาพ หรืออาจจะเกิดจากการออกแบบของตัวผลิตภันณ์เองที่ไม่ดีพอ แล้วนำรายงานเหล่านี้ไปรายงานในที่ประชุม ผลของข้อมูลจากการนำเสนอของแต่ละฝ่ายจะได้รับทั้งคำด่าและคำชมเชยจากผู้บริหาร (จริงๆไม่ค่อยได้ยินคำชมนะ ส่วนมากจะโดนด่าเสียส่วนใหญ่5+) แต่ผมก็โชคดีกว่าแผนกอื่นๆ หน่อยที่แทบจะไม่เคยโดนผู้บริหารตำหนิ เพราะงานของผมเป็นเหมือนการวิเคราะห์หาสาเหตุมากกว่า แล้วรายงานให้ผู้บริหารทราบว่าใครเป็นผู้กระทำผิด สิ่งที่น่าเบื่อของการทำงานอย่างหนึ่งก็คือทุกๆ เช้าเมื่อเริ่มงานต้องรีบไปเก็บใบเช็คชีตจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องแล้วนำมาสรุปซึ่งเสียเวลามาก และโดยเฉพาะยิ่งวันไหนมันตรงกับวันที่จะต้องเอาข้อมูลสรุปเข้าห้องประชุมตอน 10 โมงเช้า เช้านั้นแทบจะไม่ต้องทำไรกัน หัวหน้าแต่ละส่วนจะสาละวนจนตัวสั่นกับการเตรียมตัวขึ้นเขียง สมัยนั้นในโรงงานไม่ได้มีระบบ Visual Control แบบไฮเทคอะไรทั้งนั้นนะครับ อย่างเช่นพวกป้ายไฟ หรือจอมอนิเตอร์ที่จะคอยรายงานว่า ณ.เวลานี้ผลิตชิ้นงานไปแล้วได้กี่ชิ้น, เป้าหมายเท่าไหร่, มีของเสียเกิดขึ้นเท่าไหร่ หรือข้อมูลอื่นๆ ทุกอย่างถูกบันทึกด้วยมือหมดครับ จะดีหน่อยก็อาจจะมีตัวกดมือ(Counter) แล้วก็คอยดูนาฬิกาว่าเมื่อครบ ชม.แล้วก็นำตัวเลขที่่อ่านได้จาก counter มาบันทึกลงกระดาษเช็คชีตอีกทีหนึ่ง แต่ก็เคยไปดูงานที่โรงงานของบริษัทแม่ที่ต่างประเทศ โรงงานที่โน่นเขามีระบบ Visual Control หลายๆ อย่างที่ไฮเทค […]
Productivity VS Efficiency

ทำงานโรงงานมาจนหัวหงอก และก็ต้องอยู่กับงานเรื่องการปรับปรุง ปรับปรุง และก็ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และยิ่งๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา เวลาเข้าประชุมก็มักได้ยินผู้บริหารพูดถึงคำว่า Productivity, Quality, Cost และบลาๆๆๆ จนเมื่อบางครั้งที่เราต้องทำรายงานหรือเขียนโครงการนำเสนอในที่ประชุมก็ต้องนำคำพวกนี้มาใช้เอง คำที่มักได้ยินกันจนชินหูแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจความหมายของมันถูกต้องอย่างที่มันควรจะสื่อหรือไม่ บางครั้งเหมือนจะเข้าใจแต่พอใช้ไปใช้มากลับมานั่งคิดก็งงๆ เองเหมือนกัน เช่นคำว่า Productivity (ผลิตภาพ, ความสามารถในการผลิต) กับคำว่า Efficiency (ประสิทธิภาพ, ประสิทธิผล) ที่อยากเอามาเปรียบเทียบขยายความให้ฟัง คำสองคำนี้หากไปเปิดดูความหมายจากดิกชันนารีอังกฤษ-ไทย ก็ได้ความความสั้นๆ เหมือนไม่เห็นจะมีปัญหาใด แต่หากไปเปิดดูคำอธิบายจากดิกชันนารีฉบับอังกฤษ-อังกฤษ ก็อาจจะได้คำอธิบายความหมายที่ยาวมากขึ้น แต่การที่จะเข้าใจความหมายของมันอย่างถ่องแท้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นได้เจอะเจอหรือต้องนำคำสองคำนี้ไปใช้ในงานจริงๆ ในแขนงต่างๆ มากน้อยแค่ไหนด้วย ในงานโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต คำสองคำนี้ถูกนำมาใช้เป็นตัววัดของการเพิ่มผลผลิตด้วยแนวคิดเรื่อง “ประสิทธิภาพ” และ “ประสิทธิผล” ซึ่งฟังแล้วมันคือเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ขออธิบายดังนี้ครับ คำว่า “Efficiency หรือ ประสิทธิผล” หมายถึง ระดับความสำเร็จของวัตถุประสงค์ โดยทั่วไปจะใช้เพื่อพิจารณาผลิตผลซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบต่างๆ เช่นว่า ความสามารถในการสนองความต้องการของลูกค้า เช่น คุณภาพ, ประมาณ, ความสะอาด, ความสะดวกสบาย, มารยาทการให้บริการ, […]
When I had to explain to bank, why I need to borrow 35 million?

ครั้งหนึ่งที่ต้องทำหน้าที่ติดต่อกู้เงินให้กับบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งที่มาทำธุรกิจในไทย สิ่งที่ดูจะเป็นเรื่องโคตรยากเมื่อไปพบปะพูดคุยกับธนาคารต่างๆ ก็คือการที่บริษัทเพิ่งจัดตั้งมาแค่หนึ่งปี และยังไม่มีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ คือมีเพียงงบการเงินเพียง 2 ปี (จริงๆ ควรนับว่ามีงบปีเดียว เพราะปีแรกที่ก่อตั้งไม่มีบันทึก Transaction ใดๆ เกิดขึ้นเลย) งบการเงินที่เอาไปให้ธนาคารดูคร่าวๆ ณ ตอนนั้น บริษัทมีรายได้แค่หลักไม่กี่แสนบาทของการดำเนินธุรกิจของปีที่สอง ผมจำได้ว่าได้พบปะพูดคุยกับธนาคารไม่ต่ำกว่า 5-6 แห่ง (บางธนาคารคุยกับฝ่ายสินเชื่อของต่างสาขากัน) บางธนาคารให้ข้อเสนอว่าอาจจะให้เงินกู้ได้สัก 10-15 ล้านบาทแต่ก็มีข้อแม้ว่าต้องนำเงินสดวางค้ำประกันเท่ากับจำนวนเงินกู้ไว้กับธนาคาร ซึ่งผมเองก็งงๆ ว่าหากต้องทำอย่างนั้นแล้วผมจะต้องไปขอกู้ให้เสียดอกเบี้ยไปเพื่ออะไร เจ้าหน้าที่ธนาคารให้เหตุผลฟังดูเหมือนจะเข้าใจแต่แล้วก็ไม่เข้าใจอยู่ดี5+ บางธนาคารก็เปรยๆ ว่าจะยอมปล่อยเงินกู้ให้ แต่ก็น้อยมากประมาณแค่สัก 50% ของจำนวนเงินสินเชื่อที่ต้องการ (ตอนนั้นต้องการอย่างน้อย 30-35 ล้านบาท) โชคดีที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งให้แนวทางมาสองข้อคือ ผมไม่เคยเขียนแผนธุรกิจมาก่อน แต่ก็โชคดีที่เคยศึกษามาบ้างด้วยเพราะเป็นคนชอบอ่านและสะสมหนังสือทางด้านธุรกิจ เลยพอที่จะมีแผนที่นำทางว่าต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างที่ธนาคารต้องการ ผมนำข้อมูลผลประกอบการย้อนหลัง (งบการเงิน) ของบริษัทแม่ในต่างประเทศ, แผนการตลาดของฝ่าย Marketing, ข้อมูลด้านการผลิต และลักษณะโดยรวมของธุรกิจของบริษัทอย่างคร่าวๆ จากผู้บริหาร แล้วนำมาเรียบเรียงเขียนแผนธุรกิจของบริษัทซึ่งมีความหนาสักสิบกว่าหน้าได้ เพื่อนำไปพรีเซ้นต์ให้กับทีมเจ้าหน้าที่ธนาคารฟังและนำไปพิจารณา มีข้อมูลหลายส่วนในแผนธุรกิจที่ต้องอธิบายให้ธนาคารเข้าใจ และหน้าที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดที่ผมตัดมานำเสนอให้ดู (จากรูปที่แสดง เป็นตัวเลขที่ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมในการทำความเข้าใจ) ตารางหน้านี้จะทำหน้าที่อธิบายว่าบริษัทต้องการเงินลงทุนทั้งหมดเท่าใด เงินลงทุนนั้นๆ […]
หอย(โข่ง)ใหญ่ปะทะหอยเล็ก

ชีวิตการทำงานที่เป็นวิศวกะมา คือเรียนจบมาอย่างแต่เมื่อมาทำงานจริงก็ต้องเป็นเสียทุกอย่างตามที่เขาจะสั่งลงมา ผลที่ได้ก็เลยมีทั้งที่สำเร็จและผิดพลาด ครั้งหนึ่งตอนที่ต้องมาออกแบบวางผังโรงงานให้กับบริษัท Sub-Contract เล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีคนงานเกือบๆ 100 คนได้ บริษัทเป็นโรงงานที่รับช่วงงานประกอบเครื่องรับโทรศัพท์ให้กับบริษัทเกาหลีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ตอนนั้นผมติดต่อเช่าโรงงานเก่าซึ่งเป็นโกดัง (เคยเป็นโรงงานผลิตรองเท้ามาก่อน) ซึ่งมีพื้นที่กว่า 4000 ตรม. แล้วนำมาออกแบบวางผังเพื่อทำเป็นโรงงานอิเล็กโทรนิกส์ ในการออกแบบวางผังโรงงานมีเรื่องหลากหลายให้ต้องทำ ขอเอางานย่อยๆ บางงานที่เจอปัญหามาเล่าให้ฟังกัน งานนี้เป็นการออกแบบระบบดูดควัน (ventilation system)เพื่อระบายอากาศเสีย (ควันตะกั่ว) ที่จะต้องเกิดจากขั้นตอนการทำงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือการออกแบบความแรงหรือความสามารถในการดูดอากาศที่ไม่เหมาะสมจะทำให้อากาศที่หมุนเวียนภายในโรงงานซึ่งมีการติดเครื่องปรับอากาศไม่เกิดความสมดุลย์ หากเครื่องดูดอากาศมีความแรงมากเกินก็จะทำให้ดูดเอาความเย็นออกไปทิ้งภายนอกทำให้ระบบปรับอากาศทำงานอย่างหนัก หรือหากเครื่องดูดอากาศทำงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็จะทำให้ควันตะกั่วกระจายอยู่ในสถานที่ทำงานและเป็นอันตรายกับพนักงานในระยะยาว (เคยศึกษาข้อมูลมาบ้างว่าโรงงานใหญ่ๆ ที่มีระบบดูดควันหรือระบายอากาศที่ดีเขาจะไม่ดูดนำอากาศออกไปทิ้ง แต่จะมีการฟอกอากาศให้สะอาดแล้วปล่อยให้ไหลเวียนกลับเข้ามาใช้ใหม่ในอาคาร แต่น่าจะเป็นโรงงานไฮโซ ที่ทำพวกสารกึ่งตัวนำ หรือพวกฮาร์ดดิสอะไรทำนองนั้นเสียมากกว่า) ปัญหาที่ผมเจอก็คือว่าได้ติดตั้งหอยโข่งใหญ่ยักษ์เกินความจำเป็นเพราะสาเหตุจากคำนวนกำลังการผลิตที่ผิดพลาด (วางแผนกำลังการผลิตเต็มรูปแบบครบวงจร แต่เมื่อทำจริงได้ Order งานจากผู้ว่าจ้างมาไม่มากเท่าที่วางแผนไว้) และทั้งๆ ขณะเดียวกันตอนนั้นโรงงานได้ทำการติดตั้งระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ถึง 6-7 ตัวได้ และแต่ละตัวก็ทำความเย็นหากจำไม่ผิดประมาณตัวละ 2 แสน BTU เรียกได้ว่าหากไม่มีการเปิดใช้งานระบบดูดควันตะกั่วแล้ว เปิดแอร์แค่สัก 4 เครื่องยังหนาวๆ ร้องขอให้ปิดกันเลย5+ แต่พอเมื่อต้องเปิดระบบดูดควันขึ้นมามันก็เลยดูดความเย็นเอาไปทิ้งภายนอกอาคารแล้วก็ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานแบบจะตลอดเวลา เนื่องจากระบบที่ออกแบบไว้มันเป็นระบบท่อร่วมซึ่งไม่สามารถจะเบาเครื่องได้ ทำได้แค่ปิดวาวล์ท่อดูดลมในบางตำแหน่งที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ปัญหาก็จะตามมาเมื่อแรงดูดของลมมันมหาสารแต่ไปปิดทางผ่านลมก็จะทำให้ระบบท่อเกิดการยุบตัว […]
Six-sigma: Activities that used to be popular in factories

เมื่อชาติที่แล้วสมัยที่ยังทำงานอยู่โรงงานอิเล็กโทรนิกส์แห่งหนึ่ง ตำแหน่งตอนนั้นน่าจะเรียกว่า “จับฉ่ายเอ็นจิเนียร์” คือทำตั้งแต่ส้วม, กองขยะ ยันหลังคาโรงงาน ทำจริงๆนะครับ เช่นวันไหนฝนตก ก็ต้องรีบเข้าโรงงานแต่เช้าเพื่อไปเดินสำรวจว่าหลังคาโรงงานมีรอยรั่วและน้ำหยดตรงไหนเพื่อนำข้อมูลไปรายงาน EVP (คงเพื่อให้ทำใจว่าจะต้องเสียเงินซ่อมใหญ่เมื่อไหร่มั๊ง5+) หรืองานเครียร์กองขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำไปทิ้งตากแดดตากฝนมากว่าสิบปีสูงเป็นภูเขาและฉ่ำเน่าไปด้วยน้ำสนิม จนถึงวันหนึ่งที่เกิดปัญหาทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศได้ เพราะมีปัญหากับทาง BOI เนื่องจากโควต้าวัตถุดิบเหลือเป็นศูนย์ (เพราะไม่เคยทำรายงานตัดสต๊อกวัตถุดิบที่สูญเสียจากการผลิต) ผมเลยต้องไปนั่งใส่งอบ(หมวก) กลางแดดเพื่อคุ้ยขัดแยกขยะพวกนั้น (ทำกับคนงานที่จ้างมาชั่วคราว) ที่หน้าที่นี้ต้องเป็นผมเพราะผมเป็นคนเดียวที่อยู่กับโรงงานมาตั้งแต่รุ่นตอกเสาเข็ม จึงเป็นคนเดียวที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าแผงวงจรแต่ละแผ่นนั้นๆ เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นอะไร และอยู่ในโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมใดของ BOI (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) สรุปคืองานหลักๆ ของผมเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับกิจกรรมพิเศษๆ ของโรงงาน ตอนนั้นเขาตั้งชื่อตำแหน่งให้อย่างโก้หรูว่า “Innovation Team Leader” (ภูมิใจจนน้ำตาแทบไหล55+) บางกิจกรรมก็สนุกสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างได้ทั้งคำด่าและคำชม5+ แต่ที่ดูๆ จะไม่สนุกอย่างมากก็พวกกิจกรรมที่ต้องเป็นผู้ประสานงานไล่พนักงานออก ไม่ใช่ไล่ออกซิต้องเรียกว่าเลิกจ้างด้วยความยินยอมทั้งสองฝ่าย (จริงๆ มันน่าจะเป็นงานของฝ่ายบุคคลมากกว่านะครับ) กิจกรรมแบบนี้ดูไปก็เหมือนคำพังเพยที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ที่ผมคิดแบบนี้ก็เพราะว่าพนักงานหลายๆ คนตอนที่เขายังหนุ่มสาวเข้ามาเป็นแรงงานแข็งขันให้กับโรงงานเราก็ดูแลเขาดี แต่เมื่อยามที่เขาอ่อนล้าโรยแรงด้วยอายุหรืออะไรก็แล้วแต่ โรงงานก็ขับใสไล่ส่งเขากลับบ้านไป แต่ก็อย่างว่าแหละนะครับตอนนั้นผมมองในมุมมองของลูกจ้าง แต่หากเราเป็นนายจ้าง ต่างฝ่ายก็มีเหตุผลของใครของมันที่เข้าใจได้ พร่ำมายืดยาวแล้วมันเกี่ยวกับเรื่อง Six-Sigma ตรงไหน? มันเกี่ยวตรงที่ว่าผมเป็นหัวหน้างานกิจกรรมเกือบทุกอย่างโรงงานที่เกี่ยวกับการ Improvement […]
ต่อเติมบ้านเมื่อครอบครัวขยาย

ตอนไปคุมงานทำร้านกาแฟที่มุกดาหาร มีคนรู้จักให้ช่วยออกแบบต่อเติมบ้านให้ ก็ออกแบบให้คร่าวๆ ตามที่เขาต้องการ แต่ไม่ได้อยู่จนเห็นว่าเขาได้ทำตามแบบหรือไม่ เพราะกลับลงมา กทม. เสียก่อน
เมื่อต้องกู้เงิน 35 ล้านจะผ่านมั๊ยหว่า!

ในชีวิตเคยกู้เงินธนาคารมาก็สองสามครั้ง แต่ละครั้งเต็มที่ก็สองสามล้านเท่านั้นเพื่อเอามาซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งก็ไม่มีไรยุ่งยากมากเพราะทำงานเป็นลูกจ้างมีฐานเงินเดือนที่ชัดเจน แต่ก็มีอุปสรรคอยู่บ้างเช่นครั้งนึงเคยขอกู้ 1.5 ล้าน แล้วตอนนั้นฝ่ายสินเชื่อตรวจสอบเจอว่ามีหนี้บัตรเครดิตอยู่ประมาณเกือบๆ แสนบาท เจ้าหน้าสินเชื่อโทรมาว่าขอให้เครียร์หนี้บัตรให้จบเสียก่อนแล้วจึงจะปล่อยเงินกู้ให้ ผมก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการโทรไปยืมเงินเพื่อนประมาณ 8 หมื่นบาทแล้วก็โอนปิดหนี้บัตรปุ๊บธนาคารก็โอนเงินกู้เข้าบัญชีให้ทันที (จริงๆ ธนาคารคงปล่อยเงินกู้ให้เรียบร้อยแล้วแหละ แต่ธนาคารคงเพียงแค่ต้องการทดสอบว่าเราสามารถจัดการหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางด้านการเงินได้ไหลลื่นหรือไม่) ต่อมาเมื่อมาทำงานใหักับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย ณ ตอนนั้นผมต้องทำเรื่องขอกู้เงินให้บริษัทประมาณ 30~40 ล้านบาท แต่งานนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนกับการกู้เงินของตัวเองดังที่ยกตัวอย่างมา ความยากของมันคือจำนวนเงินกู้ที่ไม่ใช่น้อยๆ และข้อจำกัดอื่นๆ เช่น แต่ในความยากของมันก็พอจะมีตัวช่วยอยู่บ้างตรงที่ งานนี้เป็นงานที่หินมากสำหรับชีวิตการทำงานมา เพราะอย่างที่บอกว่าทำงานเกือบ 30ปี แต่ก็ไม่เคยต้องยุ่งเกี่ยวและรับผิดชอบเรื่องการเงินของบริษัทเสียขนาดนี้ เลยอยากเอาประสบการณ์มาเล่าให้ฟังกัน ความยากและความท้อ ณ ตอนนั้นคือ ผมต้องวิ่งเจรจาพูดคุยกับธนาคารทั้งเล็กใหญ่ทั้งหลาย เช่น กรุงเทพ, กสิกร, กรุงไทย, กรุงศรี, ไทยพาณิชย์, ยูโอบี บางธนาคารไม่ได้คุยติดต่อกับสาขาเพียงสาขาเดียว คุยกับเจ้าหน้าที่สามสี่สาขา บางธนาคารต้องขับรถไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ต่างจังหวัดไกลๆ (เช่นกบิลทร์บุรี) และอีกครั้งหนึ่งที่โคตรซึ่งกับคำพูดที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เพราะอะไรเหรอครับ? ก็เพราะกับการคาดหวังกับคนที่รู้จักและช่วยแนะนำคนวงในไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย ขนาดแม้แต่ตัวผมเองที่ได้รู้จักกับผู้การบางธนาคารมากว่าสิบปี และคาดหวังว่าเขาอาจจะช่วยเราได้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย แต่สุดท้ายผมโชคดีที่ได้เจอเจ้าหน้าที่ของทีมงานของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งทีมงานนี้ให้ความช่วยเหลืออย่างแข่งขัน ได้ให้คำแนะนำและทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันจนท้ายสุดก็เลยได้สินเชื่อจากธนาคาร (จริงๆ […]
แมงกินเงิน 3 ตัว

ผมไม่ใช่นักบัญชีแต่ก็เคยได้เรียนบัญชีมาสมัยเรียน ป.ตรี การจัดการอุตสาหกรรม เรียนบัญชีมา 4 ตัว บัญชีตัวสุดท้ายคือบัญชีบริหาร เรียนมามากมายแต่เมื่อในหน้าที่การทำงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ลืมและส่งคืนอาจารย์หมด จนเมื่อการงานที่ทำต้องมีความเกี่ยวข้องกับเงินๆทองๆ ของบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยเรียนก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในความทรงจำ และทำให้ต้องกลับไปค้นหาความรู้เดิมกลับขึ้นมาใช้งาน เวลาได้ยินคนพูดว่าค้าขายดีมีกำไรแต่ไม่เหลือเงินสดอยู่ในมือ สำหรับผมคนไม่เคยทำธุรกิจเวลาได้ยินเขาพูดก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร เพราะประสบการณ์ในการทำงานมากว่า 30ปี ส่วนใหญ่ก็จะสาละวนอยู่กับงานด้านเทคนิคอลเสียเป็นส่วนใหญ่ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อต้องมาบริหารงานให้กับบริษัท Sub-Contact เล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีเงินลงทุนสักระดับสิบล้านโดยประมาณ และต้องมารับรู้รายรับรายจ่ายของบริษัท วันดีคืนดีเงินในบริษัทไม่พอใช้จ่ายก็ต้องวิ่งโร่ไปขอให้ลูกค้าชำระเงินค่าสินค้าให้เร็วกว่ากำหนด (บ่อย5+) บางเดือนก็หนักถึงขนาดต้องควักเงินตัวเองเป็นแสนเพื่อจ่ายเงินเดือนให้พนักงานไปก่อน ทำให้เริ่มสงสัยว่าจริงๆ แล้วบริษัทค้าขายมีกำไรหรือไม่ หากมีกำไรแล้วกำไรหายไปไหนหมด และหากไม่มีทำไมเจ้าของเขายังทนทำมันมากว่าสิบปี (ทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม คือชักหน้าไม่ถึงหลัง) หรือว่าเจ้าของเขาจงใจเล่นแร่แปรธาตุให้ผลประกอบการมันลุ่มๆ ดอนๆ ไปแบบนี้? พอต่อมาได้มาทำงานให้กับบริษัทอื่นที่ใช้เงินลงทุนระดับร้อยล้าน ก็ยังเจอปัญหาเรื่องการเงินแบบชักหน้าไม่ถึงหลังคล้ายๆ กัน ซึ่งตอนนี้ผมต้องมาดูแลและรับรู้การเงินและระบบการทำบัญชีของบริษัทด้วย ต้องติดต่อพูดคุยกับสถาบันการเงินเพื่อขอเงินกู้และต้องสามารถอธิบายที่ไปที่มาของเงินที่ไหลเวียนเข้าออกในบริษัทได้ ทำให้เริ่มเข้าใจคำว่า “ค้าขายดีมีกำไรแต่ไม่เหลือเงินสด” ชัดเจนมากขึ้น ผลประกอบการของบริษัทเมื่อดูจากงบการเงินมีกำไรปีละประมาณยี่สิบกว่าล้านได้ แต่กลับมีเงินสดในธนาคารแค่สามสี่ล้าน ผมเริ่มสงสัยว่าแล้วกำไรที่แท้จริงมันหายไปอยู่ที่ไหน จนต้องไปเปิดตำราเรียนเก่าๆ รวมทั้งหนังสือด้านบริหารและการเงินต่างๆ ที่ชอบซื้อเก็บสะสมไว้ออกมาอ่านจึงทำให้เข้าใจ บริษัทที่มีผลประกอบการดูดีมีกำไร แต่อาจจะไม่มีเงินสดหรือเงินฝากอยู่ในบัญชีก็ได้ เพราะมีการนำเงินสดไปใช้อื่นๆ ซึ่งมีสามประเภท ฟังดูหากมีพื้นฐานทางบัญชีเพียงน้อยนิดก็ไม่ยากที่จะเข้าใจมัน […]