
มาตรฐาน Intel HEX file format
Intel HEX file format (*.hex) เป็นไฟล์รหัส ASCII ที่สามารถใช้โปรแกรม editor เรียกขึ้นมาอ่านและเขียนได้ เป็นรูปแบบของไฟล์ที่มักใช้ในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และมักเป็น output file ของโปรแกรม compiler

Intel HEX file format (*.hex) เป็นไฟล์รหัส ASCII ที่สามารถใช้โปรแกรม editor เรียกขึ้นมาอ่านและเขียนได้ เป็นรูปแบบของไฟล์ที่มักใช้ในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์และมักเป็น output file ของโปรแกรม compiler

ครั้งหนึ่งที่เคยร่วมงานเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่ง เรื่องที่จะเล่าอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรงกับหัวเรื่องเท่าไหร่แต่เดี๋ยวจะผยายามดึงให้มันมาเกี่ยวกันละกัน 5+ มีอยู่วันหนึ่งมีนัดพาเจ้านายไปดูเครื่องจักรที่ต้องการซื้อยังโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนของพวกรถแบคโฮ รถไถ ฯลฯ เผอิญว่าโรงงานนี้เขาใช้เครื่องจักรตัวเดียวกับที่เจ้านายผมสนใจต้องการซื้ออยู่ เซลล์ของเครื่องจักรเขาเลยพาเข้าไปขอดูที่โรงงานแห่งนี้ ก็เดินดูการทำงานของเครื่องและโน่นนี่นั่นในโรงงานไปสักพัก เจ้านายก็ดูพวกชิ้นงานที่โรงงานนี้เขาผลิตไปด้วย มีชิ้นงานอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเป็นกระบวยตักดินของรถขุด (คงนึกภาพออกนะครับ) มันมีการทำวงกลมด้วยปากกาสี (น่าจะเป็นชนิดที่ลบได้) เจ้านายผมถามเจ้าหน้าที่ของโรงงานที่พาเดินชมว่าวงสีไว้ทำไม
สมัยทำงานอยู่โรงงานอิเล็กโทรนิกส์แห่งหนึ่ง(เมื่อชาติที่แล้ว5+) หน้าที่หลักๆ คือควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่รับวัตถุดิบเข้าโรงงานยันส่งออก งานหลักๆ ส่วนหนึ่งที่รับผิดชอบก็คือการแก้ปัญหาของเสียของผลิตภันณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต (พูดให้ชัดก็คือเป็นช่างซ่อมแผงวงจรว่างั้นเถอะ5+) สาเหตุของของเสียที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปแจกแจงกระทบเข้ากับตัวเลขสรุปของไลน์การผลิตแล้วนำเสนอเป็นรายงานต่อไป ในแต่ละกระบวนการผลิตจะมีการเก็บข้อมูล เช่นจำนวนที่ผลิตได้ในแต่ละชั่วโมง จำนวนของดีและของเสียที่เกิดขึ้น ข้อมูลทั้งหลายจะถูกบันทึกลงในใบบันทึกหรือที่มักเรียกกันว่าใบเช็คชีต (Check sheet) หลังจากนั้นข้อมูลเหล่านี้ก็จะมีหัวหน้างานในแต่ละส่วนนำไปสรุปผลเพื่อทำรายงานและนำไปนำเสนอในการประชุมผลผลิตประจำสัปดาห์ต่อไป ในส่วนความรับผิดชอบของผมคือการนำข้อมูลของเสียต่างๆ

ทำงานโรงงานมาจนหัวหงอก และก็ต้องอยู่กับงานเรื่องการปรับปรุง ปรับปรุง และก็ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และยิ่งๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา เวลาเข้าประชุมก็มักได้ยินผู้บริหารพูดถึงคำว่า Productivity, Quality, Cost และบลาๆๆๆ จนเมื่อบางครั้งที่เราต้องทำรายงานหรือเขียนโครงการนำเสนอในที่ประชุมก็ต้องนำคำพวกนี้มาใช้เอง คำที่มักได้ยินกันจนชินหูแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจความหมายของมันถูกต้องอย่างที่มันควรจะสื่อหรือไม่ บางครั้งเหมือนจะเข้าใจแต่พอใช้ไปใช้มากลับมานั่งคิดก็งงๆ เองเหมือนกัน

ครั้งหนึ่งที่ต้องทำหน้าที่ติดต่อกู้เงินให้กับบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งที่มาทำธุรกิจในไทย สิ่งที่ดูจะเป็นเรื่องโคตรยากเมื่อไปพบปะพูดคุยกับธนาคารต่างๆ ก็คือการที่บริษัทเพิ่งจัดตั้งมาแค่หนึ่งปี และยังไม่มีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ คือมีเพียงงบการเงินเพียง 2 ปี (จริงๆ ควรนับว่ามีงบปีเดียว เพราะปีแรกที่ก่อตั้งไม่มีบันทึก Transaction ใดๆ เกิดขึ้นเลย) งบการเงินที่เอาไปให้ธนาคารดูคร่าวๆ ณ

ชีวิตการทำงานที่เป็นวิศวกะมา คือเรียนจบมาอย่างแต่เมื่อมาทำงานจริงก็ต้องเป็นเสียทุกอย่างตามที่เขาจะสั่งลงมา ผลที่ได้ก็เลยมีทั้งที่สำเร็จและผิดพลาด ครั้งหนึ่งตอนที่ต้องมาออกแบบวางผังโรงงานให้กับบริษัท Sub-Contract เล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีคนงานเกือบๆ 100 คนได้ บริษัทเป็นโรงงานที่รับช่วงงานประกอบเครื่องรับโทรศัพท์ให้กับบริษัทเกาหลีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ตอนนั้นผมติดต่อเช่าโรงงานเก่าซึ่งเป็นโกดัง (เคยเป็นโรงงานผลิตรองเท้ามาก่อน) ซึ่งมีพื้นที่กว่า 4000 ตรม.

เมื่อชาติที่แล้วสมัยที่ยังทำงานอยู่โรงงานอิเล็กโทรนิกส์แห่งหนึ่ง ตำแหน่งตอนนั้นน่าจะเรียกว่า “จับฉ่ายเอ็นจิเนียร์” คือทำตั้งแต่ส้วม, กองขยะ ยันหลังคาโรงงาน ทำจริงๆนะครับ เช่นวันไหนฝนตก ก็ต้องรีบเข้าโรงงานแต่เช้าเพื่อไปเดินสำรวจว่าหลังคาโรงงานมีรอยรั่วและน้ำหยดตรงไหนเพื่อนำข้อมูลไปรายงาน EVP (คงเพื่อให้ทำใจว่าจะต้องเสียเงินซ่อมใหญ่เมื่อไหร่มั๊ง5+) หรืองานเครียร์กองขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำไปทิ้งตากแดดตากฝนมากว่าสิบปีสูงเป็นภูเขาและฉ่ำเน่าไปด้วยน้ำสนิม จนถึงวันหนึ่งที่เกิดปัญหาทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศได้ เพราะมีปัญหากับทาง BOI

ตอนไปคุมงานทำร้านกาแฟที่มุกดาหาร มีคนรู้จักให้ช่วยออกแบบต่อเติมบ้านให้ ก็ออกแบบให้คร่าวๆ ตามที่เขาต้องการ แต่ไม่ได้อยู่จนเห็นว่าเขาได้ทำตามแบบหรือไม่ เพราะกลับลงมา กทม. เสียก่อน

ในชีวิตเคยกู้เงินธนาคารมาก็สองสามครั้ง แต่ละครั้งเต็มที่ก็สองสามล้านเท่านั้นเพื่อเอามาซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งก็ไม่มีไรยุ่งยากมากเพราะทำงานเป็นลูกจ้างมีฐานเงินเดือนที่ชัดเจน แต่ก็มีอุปสรรคอยู่บ้างเช่นครั้งนึงเคยขอกู้ 1.5 ล้าน แล้วตอนนั้นฝ่ายสินเชื่อตรวจสอบเจอว่ามีหนี้บัตรเครดิตอยู่ประมาณเกือบๆ แสนบาท เจ้าหน้าสินเชื่อโทรมาว่าขอให้เครียร์หนี้บัตรให้จบเสียก่อนแล้วจึงจะปล่อยเงินกู้ให้ ผมก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการโทรไปยืมเงินเพื่อนประมาณ 8 หมื่นบาทแล้วก็โอนปิดหนี้บัตรปุ๊บธนาคารก็โอนเงินกู้เข้าบัญชีให้ทันที (จริงๆ ธนาคารคงปล่อยเงินกู้ให้เรียบร้อยแล้วแหละ แต่ธนาคารคงเพียงแค่ต้องการทดสอบว่าเราสามารถจัดการหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางด้านการเงินได้ไหลลื่นหรือไม่) ต่อมาเมื่อมาทำงานใหักับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย

ผมไม่ใช่นักบัญชีแต่ก็เคยได้เรียนบัญชีมาสมัยเรียน ป.ตรี การจัดการอุตสาหกรรม เรียนบัญชีมา 4 ตัว บัญชีตัวสุดท้ายคือบัญชีบริหาร เรียนมามากมายแต่เมื่อในหน้าที่การทำงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ลืมและส่งคืนอาจารย์หมด จนเมื่อการงานที่ทำต้องมีความเกี่ยวข้องกับเงินๆทองๆ ของบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยเรียนก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในความทรงจำ และทำให้ต้องกลับไปค้นหาความรู้เดิมกลับขึ้นมาใช้งาน เวลาได้ยินคนพูดว่าค้าขายดีมีกำไรแต่ไม่เหลือเงินสดอยู่ในมือ สำหรับผมคนไม่เคยทำธุรกิจเวลาได้ยินเขาพูดก็รู้สึกเฉยๆ
“Jack of all trades, master of none. …. but oftentimes better then a master of one.”
{ hoXBot }